2007/Nov/18

บทที่ 1 แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (ฉบับภาษาทันสมัย)

โดย คาร์ล มาร์คซ์ และ เฟรเดอริค เองเกิลส์

เรียบเรียงโดย วิภา ดาวมณี กตัญญู ดิเรกวุฒิกุล และจร โสภณศิริ

1.1 แนะนำ แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (ฉบับภาษาทันสมัย)

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

    แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ถือได้ว่าเป็นคำประกาศนโยบายขององค์กรสันนิบาตคอมมิวนิสต์ที่ คาร์ล มาร์คซ์ และ เฟรเดอริค เองเกิลส์ เขียนขึ้นในปี 1848 ต้นกำเนิดของงานนี้เริ่มเมื่อ เองเกิลส์ เสนอว่าควรมีการเขียนหนังสือสั้นๆ เพื่อตอบคำถามว่าชาวคอมมิวนิสต์คิดอย่างไรเกี่ยวกับสภาพสังคมปัจจุบัน?” ดังนั้นหนังสือ แถลงการณ์ฯ เป็นหนังสือประกาศนโยบายของชาวมาร์คซิสต์ทั่วโลก และถึงแม้ว่าเวลาได้ผ่านไป 150 กว่าปีหลังจากที่หนังสือนี้แรกออกมา และหนังสือนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในภาษาต่างๆของมนุษย์อย่างทั่วถึงมากกว่าหนังสืออื่นใดในโลก แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ยังสอดคล้องกับจุดยืนชาวมาร์คซิสต์ในศตวรรษที่ 21

    อย่างไรก็ตามเมื่อ "ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน" พิมพ์ แถลงการณ์ฯ ออกมาในปี ๒๕๔๑ และขายให้กรรมาชีพและคนทั่วไปอ่านในประเทศไทย ก็ได้มีเสียงสะท้อนกลับมาว่าภาษาของหนังสือเล่มนี้แสนจะโบราณเข้าใจยาก! ดังนั้นในการตีพิมพ์ครั้งนี้ทีมงาน กปร. ได้พยายามปรับภาษาและเนื้อหาให้เข้าใจง่ายขึ้นสำหรับคนยุคปัจจุบัน และมีการตัดส่วนที่ 3 "เอกสารสังคมนิยมและเอกสารคอมมิวนิสต์" ออกไป เนื่องจากเป็นการงานที่ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เขียนเพื่อวิจารณ์แนวคิดสังคมนิยมอื่นๆ ที่ดำรงอยู่ในยุคนั้นและไม่ค่อยสอดคล้องกับแนวซ้ายหลักๆ ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน แต่ในการตีพิมพ์ แถลงการณ์ฯ ฉบับนี้ เราจำเป็นต้องฝากคำเตือนให้ท่านผู้อ่านว่า การปรับภาษาและเนื้อหาให้เข้าใจง่ายขึ้นย่อมทำให้รสชาติของหนังสือเดิมหายไปบ้างและบางครั้งอาจมีการตีความตามแนวคิดของเราเองด้วย ดังนั้นเราแนะนำให้ท่านที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้มากยิ่งขึ้น จงกลับไปอ่านฉบับต่างๆ ที่เคยถูกแปลเป็นไทยในยุคหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และฉบับภาษาอังกฤษหรือภาษาเยอรมัน ถ้าเป็นไปได้ เพื่อให้ท่านได้เปรียบเทียบฉบับเดิมๆ กับฉบับนี้ แล้วท่านจะได้ภาพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    นอกจากเรื่องของภาษาแล้ว มีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องอธิบายอย่างชัดเจน เพราะเป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นเสมอ นั้นคือเรื่องของคำนิยามชนชั้นกรรมาชีพในมุมมองมาร์คซิสต์ ชนชั้นกรรมาชีพคือ ผู้ที่ไร้ปัจจัยการผลิต คือ ลูกจ้างคือกรรมกรโรงงาน พนักงานปกคอขาวที่ทำงานในออฟฟิศ ครูบาอาจารย์ พยาบาล หรือลูกจ้างในห้างร้าน ฯลฯ และเมื่อท่านได้อ่านหนังสือ แถลงการณ์ฯ เล่มนี้จะเห็นการนิยามชนชั้นกรรมาชีพแบบนี้ในหลายจุดโดย มาร์คซ์ และเองเกิลส์

    ชนชั้นกรรมาชีพคือหัวใจของสังคมนิยมมาร์คซิสต์ คาร์ล มาร์คซ์ และนักมาร์คซิสต์อื่นๆ ไม่ได้นั่งวิเคราะห์โลกเพื่อความสนุกสนานทางวิชาการ เราวิเคราะห์โลกเพื่อเปลี่ยนให้มันดีขึ้น และที่สำคัญเราวิเคราะห์โลกจากมุมมองผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพ ผู้เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมในศตวรรษใหม่นี้ ในที่สุดเราหวังว่าการวิเคราะห์ของชาวมาร์คซิสต์จะนำไปสู่การต่อสู้เพื่อสร้างระบบการเมืองและเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม โดยที่ชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นผู้ที่มีส่วนในการปลดแอกตนเอง สังคมนิยมสร้างไม่ได้ถ้าสร้างโดยคนส่วนน้อย ดังนั้นเพื่อแสดงจุดยืนตรงนี้ที่ชัดเจนของชาวมาร์คซิสต์ เราได้ตีพิมพ์คำนำที่เองเกิลส์เขียนไว้ในฉบับภาษาอังกฤษปี 1888 มาประกอบในที่นี้ด้วย

หนังสือ แถลงการณ์ฯ เริ่มต้นด้วยการพูดถึงความคัดแย้งทางชนชั้นที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์จนถึงการก่อตัวของทุนนิยม ต่อจากนั้นมีการชมระบบทุนนิยมว่ามีพลังมหาศาลและก่อให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของวิธีเลี้ยงชีพและโครงสร้างสังคมมนุษย์อย่างที่คนรุ่นก่อนคงนึกไม่ถึง แต่หลังจากนั้นมีการกล่าวถึงข้อเสียของทุนนิยมที่ทำลายความอบอุ่นของชีวิต และทั้งๆ ที่ทุนนิยมมีพลังการผลิตมหาศาลก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ส่วนใหญ่ได้ เนื่องจากกลไกตลาดและวิกฤตเศรษฐกิจการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่ภาพปัญหาของทุนนิยมไม่ควรทำให้เราหดหู่ เพราะทุนนิยมได้สร้าง "ผู้ขุดหลุมฝังศพ" ของทุนนิยมเอง ขึ้นมาท่ามกลางระบบ นั้นคือชนชั้นกรรมาชีพ สมัยใหม่ อย่างไรก็ตามชนชั้นกรรมาชีพจะไม่สามารถต่อสู้เพื่อชัยชนะของสังคมนิยมได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นส่วนท้ายของ แถลงการณ์ฯ จะเน้นจุดยืนที่ชาวสังคมนิยม (หรือชาวคอมมิวนิสต์) ควรนำมาใช้ในการต่อสู้ และความสำคัญของการสร้างพรรคของกรรมาชีพเพื่อบรรลุผลสำเร็จ

    ในรอบ 70 กว่าปีที่ผ่านมา หลังความล้มเหลวของการปฏิวัติรัสเซีย 1917 ลัทธิมาร์คซ์ได้ผ่านยุคแห่งการบิดเบือนมหาศาลภายใต้แนวคิดของสำนัก สตาลิน-เหมา (ซึ่งรวมถึงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วย) หลังจากที่แนวนี้และระบบ เผด็จการที่เป็น ทุนนิยมโดยรัฐได้ล่มสลายลงในรัสเซียและยุโรปตะวันออกในปี 1989 (ดูหนังสือ อะไรนะลัทธิมาร์คซ์เล่ม 1 บทที่ 4) ศตวรรษใหม่นี้จะเป็นศตวรรษแห่งการรื้อฟื้นแนวคิดมาร์คซิสต์เพื่อก้าวต่อไปสู่โลกใหม่ที่ปลดแอกมนุษย์ นั่นคือ โลกแห่งสังคมนิยม... .

ในทุนนิยม ผลงานที่มนุษย์สร้างไว้ในอดีตกลับมาเป็นเจ้านายเหนือเรา

- อดีตครอบงำปัจจุบัน

แต่ในสังคมนิยม มนุษย์จะเป็นเจ้านายของผลงานที่เราสร้างไว้ในอดีต

- ปัจจุบันจะครอบงำอดีต

(มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ ใน แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ หน้า----)


1.2แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์

ของ

มาร์คซ์ และ เองเกิลส์

คำนำฉบับภาษาอังกฤษปี 1888

    “แถลงการณ์ฯได้ประกาศออกไปในฐานะเป็นหลักนโยบายของสันนิบาตชาวคอมมิวนิสต์ ซึ่งเมื่อแรกเริ่มเป็นสมาคมของกรรมาชีพเยอรมันโดยเฉพาะ ต่อมาเป็นสมาคมของกรรมาชีพสากล และตามเงื่อนไขทางการเมืองในภาคพื้นยุโรปก่อนปี 1847 นั้นย่อมจะต้องเป็นองค์การจัดตั้งของกรรมาชีพที่เป็นสมาคมลับ ที่ประชุมสมัชชาผู้แทนสันนิบาต ณ กรุงลอนดอนเมื่อเดือน พฤศจิกายน 1847 ได้มอบหมายให้มาร์คซ์ และเองเกิลส์ร่างหลักนโยบายของพรรคที่มีความครบถ้วนทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติเพื่อประกาศออกไป ต้นฉบับเขียนเสร็จเป็นภาษาเยอรมันเมื่อเดือนมกราคม 1848 และได้ส่งไปพิมพ์ที่ลอนดอนก่อนหน้าการปฏิวัติฝรั่งเศสวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เพียงไม่กี่สัปดาห์ ฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสได้จัดพิมพ์ในปารีสก่อนการลุกขึ้นสู้เดือน มิถุนายน 1848 ไม่นานนัก ฉบับแปลภาษาอังกฤษฉบับแรกลงพิมพ์ในนิตยสาร " เดอะเร็ด รีปับลิกัน " ของยอร์ช จูเลียน ฮาร์นี ในลอนดอนปี 1850 แปลโดยนางสาวเฮเลน แมคฟาร์เลน ขณะเดียวกันก็ได้จัดพิมพ์ฉบับแปลภาษาเดนมาร์คและภาษาโปแลนด์ด้วย

    ความพ่ายแพ้ของการลุกขึ้นสู้เดือนมิถุนายนในปารีสปี 1848 ซึ่งเป็นการรณรงค์ใหญ่ครั้งแรกระหว่างชนชั้นกรรมาชีพ กับชนชั้นนายทุนได้ผลักความเรียกร้องต้องการทางสังคม และทางการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพยุโรปไปไว้ข้างหลังเป็นการชั่วคราว นับแต่นั้นมาการต่อสู้แย่งชิงอำนาจปกครองก็เหมือนกับเมื่อก่อนการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ คือ ดำเนินไปในระหว่างกลุ่มต่างๆของชนชั้นผู้มีทุนเท่านั้น ชนชั้นกรรมาชีพถูกบีบให้จำกัดอยู่แค่การช่วงชิงเสรีภาพในการเคลื่อนไหวทางการเมืองบางอย่าง และใช้จุดยืนของพวกปีกซ้ายสุดของฝ่ายหัวรุนแรงชนชั้นนายทุนด้วย การเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมาชีพทั้งปวงที่เป็นอิสระมีชีวิตชีวาในเวลาต่อมา ล้วนถูกปราบปรามอย่างไร้ความปรานี เช่น ตำรวจปรัสเซียได้พบคณะกรรมการกลางของสันนิบาตชาวคอมมิวนิสต์ซึ่งเวลานั้นตั้งอยู่ที่โคโลน กรรมการกลางจำนวนหนึ่งถูกจับกุมและหลังจากถูกคุมขังเป็นเวลา 18 เดือนแล้วก็ถูกส่งขึ้นศาลพิพากษาเมื่อเดือนตุลาคม 1852 การพิจารณา " คดีชาวพรรคคอมมิวนิสต์โคโลน " อันมีชื่อครั้งนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน ในบรรดาจำเลยเหล่านี้มี 7 คน ที่ถูกตัดสินจำคุกในป้อมมีกำหนดโทษต่างกันตั้งแต่ 3 ปี ถึง 6 ปี หลังจากประกาศคำพิพากษาแล้ว สมาชิกที่เหลืออยู่ก็ได้ยุบเลิกสันนิบาตอย่างเป็นทางการ ส่วน " แถลงการณ์ ฯ" นั้นดูเหมือนจะเป็นที่แน่นอนว่าจะต้องถูกลืมไปเสียตั้งแต่นั้นมา

    เมื่อชนชั้นกรรมาชีพยุโรปได้รวบรวมกำลังกันขึ้นใหม่ จนพอที่จะก่อการรุกโจมตีชนชั้นปกครองอีกครั้งนั้น สมาคมกรรมาชีพสากลก็ได้เกิดขึ้น แต่วัตถุประสงค์ที่แจ่มชัดในการตั้งสมาคมนี้ก็เพื่อที่จะให้ชนชั้นกรรมาชีพที่กำลังสู้รบของยุโรปและอเมริกาทั้งหมดสามัคคีอยู่ในองค์รวมเดียวกัน ดังนั้นสมาคมนี้จึงไม่อาจประกาศหลักการที่วางไว้ในแถลงการณ์ฯในทันทีทันใด สากลฯ ควรมีหลักนโยบายอันกว้างขวางเพียงพอเพื่อให้สหบาลกรรมกรอังกฤษ พวกปรูดองในฝรั่งเศส เบลเยี่ยม อิตาลี และสเปญ ตลอดจนพวกลาส์ซาลส์ [1] ในเยอรมนีสามารถรับได้

    มาร์คซ์ผู้ซึ่งได้ร่างหลักนโยบายอันเป็นที่พอใจของพรรคทั้งปวงนี้ เวลานั้นได้ฝากความหวังอันเต็มเปี่ยมไว้กับการพัฒนาทางจิตใจของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งย่อมจะต้องเกิดขึ้นจากการปฏิบัติการร่วมกันและการอภิปรายร่วมกัน เหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆในระหว่างการต่อสู้คัดค้านทุน ซึ่งย่อมจะแพ้มากกว่าเป็นผู้ชนะย่อมทำให้คนทั้งหลายรับรู้ว่ายาขนานที่รักษาโรคต่างๆได้สารพัดอันเป็นสูตรสำเร็จที่นิยมของพวกเขานั้นใช้ไม่ได้เลย ทั้งจะทำให้พวกเขาเข้าใจเงื่อนไขอันแท้จริงแห่งการปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพได้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น

    มาร์คซ์ถูกต้องขณะที่สากลฯ ยุบเลิกในปี 1874 นั้น กรรมาชีพได้แตกต่างไปจากเมื่อครั้งตั้งสากลฯ ในปี 1864 อย่างสิ้นเชิง ลัทธิปรูดองในฝรั่งเศสและลัทธิลาส์ซาลส์ในเยอรมันนีใกล้จะสิ้นลมอยู่แล้ว แม้กระทั่งสหบาลกรรมกรอังกฤษที่อนุรักษ์นิยม ซึ่งส่วนมากได้ตัดความสัมพันธ์กับสากลฯมานานแล้วนั้น ก็ก้าวขึ้นทีละขั้นๆ จนกระทั่งประธานของพวกเขาได้แถลงในนามของสหบาลเหล่านี้ในการประชุมสมัชชาผู้แทน ณ สวอนซี ปีที่แล้วว่า "กล่าวสำหรับเรา สังคมนิยมในภาคพื้นยุโรปไม่น่ากลัวอีกแล้ว " จริงทีเดียวหลักการของแถลงการณ์ฯ ได้เผยแพร่กว้างขวางมากในหมู่กรรมาชีพประเทศต่างๆ ทั่วโลกแล้ว

    เมื่อเป็นเช่นนี้ แถลงการณ์ฯก็ออกมาสู่หน้าเวทีอีกครั้งหนึ่ง เริ่มตั้งแต่ปี 1850 เป็นต้นมา ฉบับภาษาเยอรมันฉบับแรก ได้พิมพ์ซ้ำหลายครั้งในสวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ และอเมริกา ปี 1872 มีผู้แปลเป็นภาษษอังกฤษในนิวยอร์ค และลงพิมพ์ในนิตยสาร " วูดฮัลแอนด์ คลาฟลินส์วีคลี่ " ที่นั่น ต่อจากนั้นได้มีผู้แปลจากฉบับภาษาอังกฤษนี้เป็นภาษาฝรั่งเศส ลงพิมพ์ในนิตยสาร " เลอ โซเซียลิสต์ " ในนิวยอร์ค ต่อมาในอเมริกาได้ปรากฏฉบับแปลภาษาอังกฤษที่บิดเบนไปบ้างอย่างน้อยก็อีก 2 ฉบับ และในสองฉบับนี้ ฉบับหนึ่งยังเคยพิมพ์ซ้ำในอังกฤษ ฉบับภาษารัสเซียฉบับแรกซึ่งแปลโดยบาคูนินได้พิมพ์ที่โรงพิมพ์ "คอโลโคล" ของเกร์เชนในเจนีวาประมาณปี 1863 ฉบับแปลภาษารัสเซียฉบับที่ 2 ที่แปลโดย เวรจาซูลิช ผู้กล้าหาญ ก็ได้จัดพิมพ์ที่เจนีวาเช่นเดียวกันเมื่อปี 1882 ฉบับแปลภาษาเดนมาร์คฉบับใหม่ ได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือเล่มในชุดสังคมประชาธิปไตย " ที่โคเปนเฮเกน ปี 1885 ฉบับแปลภาษาฝรั่งเศส ฉบับใหม่ตีพิมพ์ในนิตยสาร

    " เลอ โซเซียลิสต์" ในปารีส ปี 1886 และ ฉบับหลังนี้ได้มีผู้แปลเป็นภาษาสเปน จัดพิมพ์ในแมดริด ปี 1886 ส่วนฉบับภาษาเยอรมันที่พิมพ์ใหม่นั้นมีจำนวน รวมแล้วอย่างน้อยก็มี 12 ฉบับ ฉบับแปลภาษาอาร์เมเนีย อันที่จริงควรจะพิมพ์ออกจำหน่ายเมื่อไม่กี่เดือนก่อนในคอนสแตนติโนเปิล แต่แล้วก็ไม่ได้พิมพ์ออกมามีผู้บอกข้าพเจ้าว่าเพราะผู้จัดพิมพ์กลัวการระบุชื่อของมาร์คซ์ในหน้าหนังสือและผู้แปลก็ปฏิเสธที่จะพิมพ์แถลงการณ์ฯโดยถือเป็นงานเขียนของตนเกี่ยวกับฉบับแปลภาษาอื่นๆ ที่จัดพิมพ์ในภายหลังแม้ว่าข้าพเจ้าเคยได้ฟังแต่ก็ไม่ได้เห็นกับตาเอง ฉะนั้นประวัติของ แถลงการณ์ฯจึงเป็นการสะท้อนประวัติการเคลื่อนไหวของกรรมาชีพสมัยใหม่ในระดับสูง เวลานี้ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า แถลงการณ์ฯเป็นนิพนธ์ที่เผยแพร่กว้างขวางที่สุดและมีลักษณะสากลที่สุด ในบรรดาเอกสารสากลนิยมทั้งหมดและเป็นหลักนโยบายร่วมกัน เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในหมู่กรรมาชีพเรือนแสนเรือนล้าน ตั้งแต่ไซบีเรียไปจนถึงแคลิฟอร์เนีย

    แต่ว่าขณะที่เราเขียนแถลงการณ์ฯนี้ เราจะเรียกแถลงการณ์นี้ว่า แถลงการณ์ สังคมนิยมไม่ได้ ในปี 1847 ที่เรียกกันว่าชาวสังคมนิยมนั้น ด้านหนึ่งหมายถึงพวกที่เลื่อมใสทฤษฎีเพ้อฝันต่างๆ ซึ่งก็คือ พวกโอเวนในอังกฤษและพวกฟูริแอร์ในฝรั่งเศส ทั้งสองพวกนี้ได้กลายเป็นกลุ่มเล็กๆไปแล้วและค่อยๆ ก้าวไปสู่ความพินาศ อีกด้านหนึ่งหมายถึงหมอสังคมถ่อยๆ ชนิดต่างๆ ซึ่งล้วนแต่รับปากว่าจะใช้วิธีปะโน่นปิดนี่หน่อย มาขจัดปัดเป่าโรคภัยทั้งปวงของสังคมโดยไม่ให้เสียหายแก่ทุนและผลกำไรแม้แต่น้อย คนสองประเภทนี้ล้วนยืนอยู่นอกการเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมาชีพและยอมไปหาความสนันสนุนจากชนชั้น "ที่ได้รับการศึกษา" มากกว่า ส่วนในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพในเวลานั้นพวกที่เชื่อมั่นว่าการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทางการเมืองล้วนๆไม่เพียงพอเสียแล้ว และเห็นว่าต้องดัดแปลงสังคมโดยรากฐาน พวกเขาได้เรียกตัวเขาเองว่าชาวคอมมิวนิสต์ ลัทธิคอมมิวนิสต์ชนิดนี้เป็นลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ออกจะหยาบอยู่มาก ยังขาดการขัดเกลาและเกิดจากสัญชาตญาณโดยแท้ แต่มันมิได้แตะต้องจุดที่สำคัญที่สุด และได้เข้มแข็งขึ้นในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพจนพอแก่การก่อรูปขึ้นเป็นลัทธิคอมมิวนิสต์เพ้อฝันของคาเบต์ในฝรั่งเศสและของไวท์ลิงในเยอรมนี นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าในปี 1847 สังคมนิยมเป็นการเคลื่อนไหวของชนชั้นกลาง ส่วนลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นการเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมาชีพ เวลานั้นสังคมนิยมอย่างน้อยก็เป็น ที่น่านับถือในภาคพื้นยุโรป แต่ลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นกลับตรงกันข้าม เมื่อเราได้มีความคิดเห็นกันมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่า

การปลดแอกของชนชั้นกรรมาชีพจักต้องเป็นเรื่องของชนชั้นกรรมาชีพเองเท่านั้นดังนั้นเราจึงมิได้สงสัยแม้แต่น้อยว่า ในระหว่างสองชื่อนี้ควรเลือกเอาชื่อใดดี ยิ่งกว่านั้นในเวลาต่อมาเราก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะทิ้งชื่อนี้ด้วย

    แม้ว่าแถลงการณ์ฯจะเป็นงานเขียนร่วมกันของเราสองคนก็ตาม แต่ถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็เห็นควรจะต้องชี้ว่า หลักการพื้นฐานที่ประกอบขึ้นเป็นแก่นของ แถลงการณ์ฯนั้น เป็นของมาร์คซ์แต่ผู้เดียว หลักการนี้ก็คือแบบวิธีการผลิตทางเศรษฐกิจ กับแบบวิธีการแลกเปลี่ยนที่สำคัญและโครงสร้างของสังคมที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จากสิ่งดังกล่าวในยุคประวัติศาสตร์แต่ละยุคนั้นเป็นรากฐานการก่อตัวของประวัติศาสตร์ทางการเมืองและจิตใจของยุคนั้นๆ และมีแต่เริ่มจากรากฐานนี้เท่านั้นจึงจะสามารถอธิบายประวัติศาสตร์นี้ได้ ด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษยชาติ (นับตั้งแต่การสลายตัวของสังคมเผ่าชนบุพกาลซึ่งที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันเป็นต้นมา) จึงล้วนเป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น ซึ่งก็คือประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ระหว่างชนชั้นขูดรีดกับชนชั้นที่ถูกขูดรีด ระหว่างชนชั้นปกครองกับชนชั้นที่ถูกกดขี่ ประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้นนี้ได้รวมขั้นแห่งการพัฒนามากมายหลายขั้น บัดนี้ได้ถึงขั้นที่ว่าถ้าชนชั้นที่ถูกขูดรีดและถูกกดขี่(ชนชั้นกรรมาชีพ) ไม่ทำให้สังคมทั้งสังคมหลุดพ้นจากการขูดรีดและกดขี่ไม่ว่าชนิดใด ตลอดจนการแบ่งชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้นพร้อมกันไปให้แล้วเสร็จในรวดเดียวแล้ว ก็จะไม่สามารถปลดแอกตนเองจากการควบคุมของชนชั้นที่ขูดรีดและปกครอง( ชนชั้นนายทุน ) ตนได้

    ความคิดนี้ตามความเห็นของข้าพเจ้าเห็นว่า ควรจะมีคุณูปการแก่วิชาประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับที่ทฤษฎีของดาร์วินได้มีคุณูปการแก่ชีววิทยา ตั้งแต่ก่อนหน้าปี 1845 หลายปี เราสองคนก็ได้ค่อยๆเข้าใกล้กับความคิดนี้ไปถึงขั้นไหน จะเห็นได้อย่างกระจ่างแจ้งจากหนังสือของข้าพเจ้าเรื่องภาวการณ์ของชนชั้นกรรมาชีพประทศอังกฤษ [2] แต่ครั้นถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1845 ขณะที่ข้าพเจ้าได้พบกับมาร์คซ์อีกครั้งหนึ่งในกรุงบรัสเซล เขาได้จัดความคิดนี้เป็นรูปออกมาแล้ว และยังได้อธิบายแก่ข้าพเจ้าด้วยถ้อยคำอันแจ่มแจ้งเกือบจะเหมือนกับที่ข้าพเจ้าได้บรรยายไว้ข้างต้น บัดนี้ข้าพเจ้าขอคัดข้อความตอนหนึ่งจากคำนำที่เราร่วมกันเขียนในฉบับภาษาเยอรมันปี 1872 ดังต่อไปนี้

ไม่ว่าสภาพในช่วงระยะ 25 ปีมานี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายสักเพียงใดก็ตาม หลักการพื้นฐานทั่วไปที่วางไว้ในแถลงการณ์ฯนี้กล่าวโดยทั่วไปแล้ว จนบัดนี้ก็ยังคงถูกต้องอย่างสิ้นเชิง อันที่จริงบางแห่งอาจปรับปรุงแก้ไขได้บ้าง การนำพื้นฐานเหล่านี้ไปใช้ในทางปฏิบัตินั้นก็ดังที่แถลงการณ์ฯได้กล่าวไว้คือ ในทุกแห่งและทุกกาละล้วนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ในเวลานั้น ด้วยเหตุนี้มาตรการปฏิวัติเหล่านั้นที่เสนอไว้ในต้อนท้ายของบทที่ 2 จึงไม่มีความหมายเป็นพิเศษแต่อย่างใด ปัจจุบันข้อความตอนนี้ในหลายๆ ด้านควรเขียนให้ต่างออกไป เนื่องด้วยตั้งแต่ปี 1848 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ขยายตัวไปอย่างมาก องค์การจัดตั้งของชนชั้นกรรมาชีพก็ได้ปรับปรุงและขยายตัวไปด้วย เนื่องจากก่อนอื่นได้ความจัดเจนในทางปฏิบัติจากการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ และต่อมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความจัดเจนในทางปฏิบัติจากคอมมูนปารีส ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ชนชั้นกรรมาชีพกุมอำนาจรัฐไว้ได้นานถึง 2 เดือน ฉะนั้นเวลานี้บางแห่งในหลักนโยบายนี้จึงได้พ้นสมัยไปแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมมูนฯ ได้พิสูจน์ว่า " ชนชั้นกรรมาชีพจะยึดกุมกลไกรัฐสำเร็จรูปอย่างง่ายๆ และใช้มันมาบรรลุซึ่งจุดมุ่งหมายของตนนั้นไม่ได้“ (ดูสงครามกลางเมืองในฝรั่งเศส แถลงการณ์ของคณะกรรมการทั่วไปแห่งกรรมาชีพสากลลอนดอน สำนักพิมพ์ ทรูลัฟ ปี 1871 หน้า 15 ในนั้นได้ขยายความคิดนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น) ประการต่อมาเป็นที่แจ่มชัดอย่างยิ่งเช่นกันว่า ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาท่าทีของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีต่อพรรคฝ่ายค้านต่าง ๆ (บทที่ ๔) แม้ว่าโดยหลักใหญ่แล้วเวลานี้ยังถูกต้องอยู่ก็ตาม แต่เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วโดยสิ้นเชิง และบรรดาพรรคการเมืองที่ยกขึ้นมากล่าวในเวลานั้น ส่วนใหญ่ก็ได้ถูกวิถีแห่งการพัฒนาของประวัติศาสตร์กวาดไปจนหมดสิ้นแล้ว ฉะนั้นความเห็นเหล่านั้นในทางปฏิบัติถึงอย่างไรก็ได้พ้นสมัยไปแล้ว

แต่แถลงการณ์ ฯเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเราไม่มีสิทธิ์ที่จะทำการแก้ไขอีกฉบับแปลนี้แปลโดยนายแซมมวล มัวร์ ซึ่งเป็นผู้แปลหนังสือว่าด้วยทุนของมาร์คซ์เป็นส่วนใหญ่ ข้าพเจ้าได้ตรวจทานคำแปลกับเขามาแล้วครั้งหนึ่ง และข้าพเจ้ายังได้เพิ่มเติมหมายเหตุช่วยความเข้าใจบางอย่างที่มีลักษณะประวัติศาสตร์ด้วย

เอฟ . เองเกิลส์

ลอนดอน 30 มกราคม 1888


* * *

1. ลาส์ซาลล์เองเวลามาสัมพันธ์กับเราเขามักจะถือว่าตัวเขาเป็นศิษย์ของมาร์คซ์เสมอ และในฐานะที่เป็นศิษย์ของมาร์คซ์เขายืนอยู่บนจุดยืนของ แถลงการณ์ฯแต่ในการโฆษณาเปิดเผยของเขาระหว่างปี 1862-1864 กลับมิได้เรียกร้องเกินไปกว่าความต้องการที่จะตั้งสหกรณ์การผลิต โดยอาศัยเงินกู้จากรัฐเลย (หมายเหตุโดยเองเกิลส์ )

2. The Condition of the Working Class in England in 1884, By Frederick Engels. Translated by Florence K. Wischnewetzky, New York, Lovell-London, W. Reeves, 1888 ( หมายเหตุโดยเองเกิลส์ )


edit @ 18 Nov 2007 02:42:07 by ApAchE`INTANEER KMITL GEAR43

2007/Nov/18

มาร์คซ์ (1845)

แนะนำนิพนธ์วิจารณ์ ฟอยเออร์บัค ของ คาร์ล มาร์คซ์ - โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

มาร์คซ์ ชมนักวัตถุนิยมชื่อ ฟอยเออร์บัค ว่าให้ประโยชน์กับเราตรงที่ท้าทายพวกจิตนิยมที่ไม่สนใจความจริงในโลก แต่มาร์คซ์วิจารณ์เขาต่อไปว่ามักมองอะไรด้านเดียว คือมองว่าโลกเราเป็นแค่วัตถุ และมองความคิดของมนุษย์ว่าถูกกำหนดด้านเดียวจากโลกเท่านั้น โดยไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถของมนุษย์ที่จะคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก ในตอนท้ายสุดมาร์คซ์เสนอว่าในอดีตนักปรัชญาวัตถุนิยมได้แต่พยายามอธิบายโลกจริงที่เห็นอยู่ แต่ผู้ไม่เคยสนใจความสามารถของมนุษย์ที่จะเปลี่ยนโลกจะไม่เข้าใจธาตุแท้ของโลกเรา และนักปรัชญาเหล่านี้จะไม่มีทางนำปรัชญาของเขามาใช้ในการสร้างโลกใหม่ได้ถ้าไม่ทำงานในภาคปฏิบัติ พูดง่ายๆ ถึงแม้ว่าทฤษฏีเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ นักวิชาการในหอคอยงาช้างที่ไม่ลงมาปฏิบัติในโลกจริง จะไม่มีวันเข้าใจโลกจริงได้ และจะไม่มีประโยชน์สำหรับขบวนการทางสังคมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกด้วย

มาร์คซ์มองว่าเวลามนุษย์ปฏิบัติในโลกจริงจะเกิดสองสิ่งขึ้นพร้อมกันคือ ความคิดของมนุษย์กลายเป็นพลังทางวัตถุที่มีตัวตน และ ความจริงทางวัตถุในโลกที่เราสัมผัสถูกแปรไปเป็นความนึกคิดหรือภาพฝัน ทั้งนี้เนื่องจากการกระทำอะไรทั้งหลายของมนุษย์มีสององค์ประกอบที่แยกออกจากกันไม่ได้คือ วัตถุในโลกจริงที่อยู่นอกร่างกายมนุษย์ และกระบวนการทางจิตใจในการสัมผัสและนึกคิดของมนุษย์ เดิมทีพวกวัตถุนิยมกลไกจะมองว่ามนุษย์เป็นแค่วัตถุที่ถูกกระทำในโลกจริง ส่วนพวกจิตนิยมจะมองว่ามนุษย์แยกออกจากโลกจริงและมีพลังทางจิตใจที่ไม่เกี่ยวข้องกับโลก แต่วิภาษวิธีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของมาร์คซ์จะสามารถสังเคราะห์จุดยืนสองขั้วดังกล่าวไว้ด้วยกันได้ คือมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกจริง และในทางปฏิบัติแม้ความคิดของมนุษย์ก็คือสิ่งมีจริงด้วย แต่ในทางกลับกันเวลามนุษย์สัมผัสอะไรหรือนึกคิดถึงอะไรในโลกจริง มันมีการแปรเปลี่ยนความจริงในสมองเราในลักษณะอตวิสัยด้วย มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ไม่ได้ปฏิเสธว่ามีวัตถุจริงที่ไร้จิตสำนึกของมันเอง เช่นก้อนหิน และไม่ได้ปฏิเสธความสามารถของมนุษย์ในการใฝ่ฝันถึงสิ่งที่ไม่มีจริงเลย แต่เขาเสนอว่าการปฏิบัติหรือการทำงานของมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงโลกวัตถุกับกระบวนการความคิด ดังนั้นงานมนุษย์ไม่ใช่แค่สิ่งที่สร้างมูลค่าให้เราเท่านั้น แต่มันมีความสำคัญในทุกแง่ของชีวิตเราและในการเปลียนแปลงมนุษย์และสังคม

งานนิพนธ์วิจารณ์ ฟอยเออร์บัค ของมาร์คซ์ เป็นตัวอย่างที่งดงามของการใช้วิภาษวิธีแบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ เพราะมีการมองภาพรวมของสิ่งที่แตกต่างกันและขัดแย้งกัน เช่นโลกจริงภายนอกมนุษย์ กับกระบวนการต่างๆ ภายในมนุษย์เองที่รวมถึงความคิด มาร์คซ์เน้นเสมอว่ามนุษย์ไม่ใช่ปัจเจกโดดเดี่ยวแต่เป็นส่วนหนึ่งของใยสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในสังคม และเราและความคิดของเราเป็นผลผลิตของสังคมนี้ แม้แต่นิยายและความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาที่ไม่ตรงกับความจริง เราต้องเข้าใจในลักษณะที่มันเป็นผลผลิตและเชื่อมโยงกับการปฏิบัติจริงในสังคมอย่างมีเหตุผลทั้งๆ ที่มันเป็นเพียงนิยาย พูดง่ายๆ คนที่เชื่อนิยายมีเหตุผลในการเชื่อนิยาย เขาไม่ได้โง่อะไร แต่ในขณะเดียวกันเรามีพลังในการเปลี่ยนสังคมภายนอกได้ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนตัวเราเองและความคิดของเราได้อีกด้วย วิธีการลบล้างนิยายคือการปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนสังคมในโลกจริง

นิพนธ์วิจารณ์ ฟอยเออร์บัค

โดย คาร์ล มาร์คซ์

แปลโดย ใจ อึ๊งภากรณ์

  1. จุดอ่อนหลักของแนวคิดวัตถุนิยมในอดีต รวมถึงแนวคิดของ ฟอยเออร์บัค ด้วย คือเขามองว่า สิ่งของ ความจริง และความรู้สึกสัมผัส เป็นแค่วัตถุ หรือความนึกคิดของมนุษย์เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นอย่างโดดๆ เท่านั้น โดยไม่เข้าใจว่าในทางปฏิบัติ "กระบวนการทางจิตใจของมนุษย์ในการสัมผัสโลกจริง" หรือการปฏิบัติของมนุษย์ เป็นส่วนหนึ่งของความจริงแบบภาวะวิสัยด้วย ดังนั้นจะเป็นพวกสำนักจิตนิยมต่างหากที่ให้ความสนใจกับการปฏิบัติทางจิตใจของมนุษย์ แต่พวกจิตนิยมอธิบายกระบวนการทางความคิดในแง่ที่ลอยอยู่เหนือและไม่เชื่อมโยงกับโลกจริง ฟอยเออร์บัคต้องการแยก "ความรู้สึกสัมผัสโลกจริงของมนุษย์" ที่เขาเห็นว่าเป็นของจริง ออกจากความนึกคิด แต่เขามองด้านเดียวจนเขาไม่สามารถมองกระบวนการทางจิตใจของมนุษย์ว่าเป็นกิจกรรมจริงแบบวัตถุนิยมได้ ด้วยเหตุนี้ในหนังสือ"ธาตุแท้ของศาสนาคริสต์" เขาให้ความสำคัญกับทฤษฎีทางศาสนาและการปฏิบัติอย่างตายตัวไม่เปลี่ยนแปลงของมนุษย์ตามคำเขียนในคัมภีร์เท่านั้น ฟอยเออร์บัคจึงไม่เข้าใจความสำคัญของการปฏิบัติของมนุษย์ในโลกจริงที่ท้าทายและปฏิวัติความความเชื่ออยู่อย่างต่อเนื่อง
  2. คำถามที่ว่า ความคิดของมนุษย์จะเป็นความจริงทางวัตถุได้หรือไม่ ไม่ใช่คำถามทางทฤษฎี แต่เป็นคำถามที่ต้องตอบในทางปฏิบัติ ในรูปธรรมมนุษย์จำเป็นต้องพิสูจน์ความจริง คือในการพิสูจน์ความจริงต้องแสดงให้เห็นพลังและความถูกต้องของความคิด การถกเถียงกันเรื่องความจริงกับความเท็จในเรื่องของความคิดมนุษย์ที่แยกจากการปฏิบัติ เป็นแค่คำถามสำหรับนักวิชาการในหอคอยงาช้าง
  3. ข้อเสนอของพวกวัตถุนิยม ว่ามนุษย์คือผลผลิตของบริบทสังคมและการเลี้ยงดูเท่านั้น และถ้ามนุษย์เปลี่ยนไปจากเดิมการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมาจากบริบทและการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันไป เป็นความคิดที่มองข้ามความจริงว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงบริบทของสังคมได้เสียเอง ในลักษณะเดียวกันถ้าไม่มองด้านเดียวจะเห็นว่าครูผู้สอนทุกคนต้องเป็นผู้เรียนรู้ด้วย ด้วยเหตุนี้แนวคิดวัตถุนิยมจึงมีข้อสรุปว่าต้องแยกสังคมออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นส่วนพิเศษที่ลอยอยู่เหนือสังคมและเป็นสิ่งที่กำหนดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม ( เช่นคนอย่าง โรเบิร์ต โอเว่น ที่เปลี่ยนโครงสร้างโรงงานและชุมชน) แต่ถ้าเราจะเข้าใจภาพรวมของสังคมที่มีทั้ง บริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และกิจกรรมหรือการปฏิบัติของมนุษย์ เราต้องมองสองสิ่งนี้ควบคู่กันไป กิจกรรมของมนุษย์นั้นเองที่เปลี่ยนแปลงบริบทของสังคม
  4. ฟอยเออร์บัค เริ่มต้นจากการเสนอว่าความคิดทางศาสนาเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาแล้วแปลงให้แปลกแยกจากมนุษย์จนเราเชื่อกันว่ามันมาจากธรรมชาติ งานของเขาพยายามที่จะละลายโลกนิยายของศาสนาเข้าสู่โลกที่ไร้ศาสนา แต่เขามองข้ามภาระหลักที่ยังจะต้องทำต่อไป เพราะแม้แต่ความคิดที่ไร้ศาสนาของมนุษย์ (เช่นรัฐ หรือตลาด) ก็ยังเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้วแปลงสภาพให้แปลกแยกจากตนเองจนลอยขึ้นฟ้าเหนือเมฆได้ ด้วยเหตุนี้เราจำเป็นต้องเข้าใจความแปลกแยกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความแปลกแยกเกี่ยวกับศาสนาหรือความแปลกแยกที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา เพื่อให้เราปฏิวัติขจัดความแปลกแยกดังกล่าวและเปลี่ยนแปลงมันไป ยกตัวอย่างเช่น เนื่องจากความคิดเกี่ยวกับศาสนามักสะท้อนกฏระเบียบที่เราสร้างเองเกี่ยวกับครอบครัว เราจึงจำเป็นที่จะต้องวิจารณ์ครอบครัวทั้งางทฤษฎีและด้วยการปฏิบัติในการปฏิวัติสังคม
  5. ฟอยเออร์บัค ไม่พอใจกับการคิดของมนุษย์แบบลอยๆ ที่ไม่เกี่ยวกับวัตถุจริง เขาจึงวิ่งเข้าไปหาความคิดประเภทที่มาจากการสัมผัส แต่เขาไม่เข้าใจว่าความคิดที่มาจากการสัมผัสเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางจิตใจของมนุษย์ในรูปธรรม
  6. ฟอยเออร์บัค พยายามที่จะกลั่นสาระทางศาสนาให้เหลือแค่เนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์ แต่เนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์ไม่สามารถย่อลงมาถึงขั้นปัจเจกได้ สิ่งที่ปรากฏจริงเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์คือองค์รวมของความสัมพันธ์ต่าง ๆ ระหว่างมนุษย์ในสังคม ด้วยเหตุนี้ ฟอยเออร์บัค

(1) มองว่าความคิดทางศาสนาเป็นสิ่งโดดเดี่ยวตายตัว และเขาจำเป็นต้องประดิษฐ์มนุษย์ปัจเจกเป็นตัวอย่างสมมุติฐานขึ้นมา และ

(2) ต้องเหมารวม ลักษณะต่าง ๆ ของแต่ละปัจเจกมนุษย์ในลักษณะหยาบ ๆ

  1. ฟอยเออร์บัค จึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าความคิดทางศาสนาเป็นผลผลิตของสังคม และปัจเจกสมมุติฐานที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมา เป็นส่วนหนึ่งของสังคมชนิดหนึ่ง
  2. ชีวิตสังคมเป็นชีวิตรูปธรรม นิยายต่างๆ ทฤษฎีต่างๆ ที่พาเราหลงทาง จริงๆ แล้วต้องเชื่อมโยงอย่างมีเหตุผลกับการปฏิบัติของมนุษย์ในโลกจริง และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติดังกล่าว
  3. เนื่องจากแนววัตถุนิยมไม่เข้าใจว่ากระบวนการความคิดของมนุษย์เป็นการปฏิบัติในโลกจริง ความเข้าใจสูงสุดของแนววัตถุนิยมที่เกี่ยวกับความคิดของมนุษย์จึงได้แต่เพียงสรุปว่าความคิดของมนุษย์เป็นความคิดของปัจเจกโดดเดี่ยวใน ประชาสังคม
  4. จุดยืนของวัตถุนิยมเก่า คือ "ประชาสังคม" ของปัจเจก จุดยืนของวัตถุนิยมใหม่คือสังคมมนุษย์ หรือมนุษย์ที่ได้รับการกล่อมเกล่าจากสังคม
  5. นักปรัชญาเพียงแต่วิเคราะห์โลกในแง่ต่าง ๆ แต่ประเด็นหลักคือการเปลี่ยนแปลงโลก

edit @ 18 Nov 2007 02:27:17 by ApAchE`INTANEER KMITL GEAR43

2007/Apr/09

พุทธศตวรรษที่ 26 : เมื่อ "lnw" ครองแผ่นดินแทน "มนุษย์"
.
"มนุษย์" = สัตว์ที่มีจิตใจสูง
"lnw" = อวตารหนึ่งของเทพจากสวรรค์ที่ลงมาอยู่บนโลกมนุษย์
- ไม่รู้ว่าลงจากสรรค์มาเองหรือถูกขับไล่ให้ออกมา
- บางตำราก็ว่ามาจากนรกในนามของ lnw เกรียน
.
หมายเหตุ (โปรดอ่านหมายเหตุก่อนจะเขียน comment เกรียนๆ)
- บทความนี้ ไม่ได้ห้ามใช้โปรแกรมโกงใดๆ ทั้งสิ้น, ใครจะใช้ก็ใช้ไป
- บทความนี้ ไม่ได้ห้ามใช้เครื่องมือช่วยใดๆ ทั้งสิ้น, ใครจะใช้ก็ใช้ไป
- บทความนี้ ไม่ได้ขอให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม, ใครจะทำอะไรก็ทำไป
แค่ 3 บรรทัด เกรียนที่เปิดบอท คงเอาเวลาว่างไปเรียนวิชาภาษาไทยนะ
.
เข้าเรื่อง
เนื้อหาหลักๆ ก็เป็นเรื่องเก่าๆ ที่เกิดขึ้นมานานปีตั้งแต่บ้านเรามีเกมออนไลน์
นั่นคือการวิวาทะเกี่ยวกับ โปรแกรมช่วยเล่น (ภาษาสุภาพของโปรแกรมโกง)
คำพูดที่พวกใช้บอทหรือตัวโกงอื่นๆ เราต่างรู้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นผมไม่พูดซ้ำนะ
คำพูดที่เราจะพูดถึงพวกที่ใช้บอทหรือตัวโกงอื่นๆ เราต่างก็รู้ดีอยู่แล้วเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ ผมก็ขอจบเนื้อหาของบล็อกตอนนี้ เอาไว้ตรงบรรทัดนี้เลยนะครับ
.
แค่อยากลองว่า จะมีเกรียนมาโพสด่า ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ได้เขียนอะไรหรือเปล่า
พูดง่ายๆ บล็อกนี้ผมเขียนขึ้นมาลองดักเกรียนไงคร้าบ
<--- กดลากเพื่ออ่าน
.
สรุป
ในขณะที่คนหลายกลุ่มกำลังเย้วๆ ขับไล่นายก ด้วยข้อหาโกงชาติบ้านเมือง
แม้บอกว่า นี่เป็นกลยุทธ์การบริหารธุรกิจ, กลุ่มผู้เกลียดนายกฯ ก็ไม่สนใจฟัง
พร้อมประกาศชัดเจนว่า เราจะไม่ให้คนโกง อยู่ในตำแหน่งการเมืองอีกต่อไป
(นี่เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ถ้าเอาเวลาเปิดบอทไปติดตามข่าวสาร ก็คงจะรู้)
.
อีกด้านหนึ่ง ก็มีผู้เชิดชูบอทในเกมออนไลน์ ให้เป็นความฉลาดในการบริหาร
แม้บอกว่า นี่เป็นการโกงผู้เล่นอื่นที่ร่วมเล่นเกม, กลุ่มผู้ใช้บอท ก็ไม่สนใจฟัง
พร้อมประกาศชัดเจนว่า เราจะใช้บอทและอุปกรณ์ช่วยต่อไป หนักหัวใครวะ
(นี่ไม่ใช่คำด่า แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น, ต้องยกตัวอย่างเว็บให้ดูหรือเปล่า ?)
.
เรื่องสมมุติ
.
ณ ประเทศไท้ไทในอนาคต ยุคสมัยซึ่งมนุษย์ที่ปฎิบัติตามกฎ ต้องสูญพันธุ์
เหลือแต่เผ่าพันธุ์ lnw ที่พล่ามทุกที่ว่า การใช้โปรแกรมช่วยเป็นความฉลาด
เหลือแต่เผ่าพันธุ์ lnw ที่มัวแต่หาเหตุผลให้การทำผิดกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
อนาคต lnw เหล่านี้ อาจจะออกไปเดินขบวนประท้วงผู้นำที่โกงกินตนต่อไป
.
เมื่อจินตนาการถึง lnw เหล่านี้ สวมเสื้อเหลืองออกมารวมพลังตะโกนกู่ก้อง
ว่าจะรักษาซึ่งความยุติธรรมความถูกต้องในสังคมนั้นๆ (อ้าว รู้จักด้วยเหรอ)
ว่าจะขับไล่ผู้นำที่โกง ที่ไม่สนใจกฎระเบียบที่ถูกต้อง (เอ รู้สึกคุ้นๆ จังเลยนะ)
อา...นี่ขนาดแค่จินตนาการเท่านั้น...ผมรู้สึกถึงความ !#%&*^$ ขึ้นมาทันที
.
ทั้งหมดนี้เป็นแค่จินตนาการถึงอนาคตบวมๆ ของประเทศไท้ไท (นามสมมุติ)
วรรคข้างบนนี้ ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะในอดีตหรือในปัจจุบัน
ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 แต่อย่างใด นะครับ
.
.
.
หมายเหตุ (ย้ำเตือนอีกที)
- บทความนี้ ไม่ได้ห้ามใช้โปรแกรมโกงใดๆ ทั้งสิ้น, ใครจะใช้ก็ใช้ไป
- บทความนี้ ไม่ได้ห้ามใช้เครื่องมือช่วยใดๆ ทั้งสิ้น, ใครจะใช้ก็ใช้ไป
- บทความนี้ ไม่ได้ขอให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม, ใครจะทำอะไรก็ทำไป
.
ดังนั้น ถ้ามีพวกเกรียนเทพมาโพสด่า ผมก็จะ show ไว้ในบล็อกเป็นที่ระลึก
ให้พวกเราๆ ที่เหลือตระหนักถึงหลักฐานว่า เกรียน ย่อมไม่รู้ว่าตัวเองเกรียน
(เพราะในบล็อกนี้ ผมยังไม่ได้เขียนด่าใครเลย เว้นแต่จะมีเทวดาที่ร้อนตัว)
ให้พวกเขาแสดงลักษณะของตัวเขาเองออกมา โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไร :P

//จาก http://chubby.exteen.com/20060207/26-lnwชอบๆ ขอก๊อบมาหน่อยนะครับ ไป่นcommentได้จากที่นั่นนะ

อ่ะๆ commentมาที่นี่ด้วยก็ได้

ถ้ามองในมุมมองของเกรียน การที่วันข้างหน้าจะออกมาใส่เสื้อเหลืองเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม ผมว่ามันคงตล๊กตลกขัดกับการกระทำในโลกของเกมส์จริง ๆ

แต่ถ้ามองในมุมของคราบที่เกรียนสวมอยู่ คือ นักเรียน นักศึกษา ผมว่า การที่จะเห็นคราบที่สวมใส่เหล่านี้มาเรียกร้องแหกกระเชอขอความยุติธรรมคงไม่มีทางแน่นอนครับ เพราะหมดยุคสมัยที่คราบเหล่านั้นจะเป็นแนวหน้าให้สังคมแล้ว
#1 by リリース At 2006-02-07 11:58:40,
คงไม่มีทางได้เห็นหรอก วันๆเกรียนมันก็เปิดแต่บอท คงได้สนใจข่าวสารบ้านเมืองอยู่หรอก

ก็มีผู้เชิดชูบอทในเกมออนไลน์ ให้เป็นความฉลาดในการบริหาร <<< ฉลาดจนคนเล่นหายหมด มีแต่บอทเดินว่อน สมควรแล้ว
รายการที่ 1 - 10 จากผลการค้นหาทั้งหมดประมาณ 541 รายการของคำค้น เกรียน (0.06 วินาที)

เกรียน's Quote Of The Day
"ประนาม สนธิ นายหน้า***ถ่วงความเจริญ"
http://bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=G06668
#3 by .*. At 2006-02-07 15:35:22,
#3
search engine เดียวกันหรือเปล่าน่ะครับ ?
ไล่ดูไปถึงรายการที่ 150 จาก 541 ยังไม่เจอเลย
#4 by chubby At 2006-02-07 15:47:40,
น่าเป็นห่วงอนาคตของประเทศไท้ไทที่จะต้องขับเคลื่อนด้วยแรงงานของเผ่า Inw จริงๆ
#5 by leechiro At 2006-02-07 17:08:45,
เจ็บจริงๆ สงสารพวกเทวดาตัวน้อยๆ
.
.
.
แต่ สะจายยยยย
#6 by SweetPuff At 2006-02-07 19:25:09,
จะให้นึกภาพผู้ใช้โปรแกรมช่วยเล่น(แบบสุภาพ)มาประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมก็นึกไม่ออกน่ะค่ะ=_="(ถึงมีก็@#!%ล่ะนะ)

น่าเป็นห่วงอนาคตของประเทศไท้ไท(นามสมมติ)จัง...
#7 by -shinya- At 2006-02-07 23:16:15,
กระทู้...เอ้ย...Entry ดักนี่นา
#8 by PHU© ~ ภูภู่ฯ At 2006-02-08 02:48:39,
อ่านเรื่องเกี่ยวกับพวกนี้กี่ทีก็ฮาแหะ


หึหึ
#9 by ifine™ At 2006-02-08 09:29:26,
3Aได้+7 อ่ะจ้า T[]T (เกี่ยวมั้ย)

ใครจะรู้บางทีเกรียนอาจเป็นพวกติ๋มๆก็ได้
#10 by ไอ้หมูหินจ้า At 2006-02-08 10:00:12,
ไม่รู้ทำไม แต่อ่านแล้วเครียด... ฮือๆ - -"
#11 by Choco At 2006-02-08 10:45:59,
รู้สึกอคติกับคำว่า lทพ ในเกมมาก และไม่ชอบหนังสือเกมบางเล่ม บริษัทเกมบางบริษัทนำคำว่า lทพ มาใช้โปรโมทตัวเกม เช่น "เทคนิคการเล่นแบบเทพ" "อาวุธเทพ"
ชื่นชมตัวเองว่า Inw ด่าคนอื่นว่าอ่อน ดูแล้วมันตลกๆดีชอบกล ต่อไปประเทศไท้ไทที่มีพวกนี้มาพัฒนาประเทศจะเป็นยังไงนะ
#13 by ryusei At 2006-02-08 20:20:29,
เพิ่งเข้ามาอ่านที่นี่
ตื่นเต้นครับ
มีวิธีเขียนที่น่าสนใจมากๆ
แต่ก็ไม่มากกว่าความคิดเห็นของคุณครับ
ชอบๆ
#14 by N.P At 2006-02-08 20:36:49,
ขอบคุนที่ให้ความหมายของInwคิดตั้งนานว่าหมายถึงอะไร เห็นในเกมปังย่าเค้าชอบตั้งชื่อนี้นำหน้า ก็แสดงว่าเค้าคิดว่าเค้าเก่งเป็นเทพน่ะหรอ o..i c
#15 by ~Cyber Space~ by NamPT At 2006-02-10 20:40:10,

//ย้ำอีกครั้งจาก http://chubby.exteen.com/20060207/26-lnwชอบๆ ขอก๊อบมาหน่อยนะครับ ไป่นcommentได้จากที่นั่นนะ